แชร์

ค่าเช่าพื้นที่ธุรกิจกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ถึงเรียกว่าคุ้ม ฉบับผู้เช่าพื้นที่ธุรกิจในโคราช | KORAT SPACE

อัพเดทล่าสุด: 20 ส.ค. 2026
4 ผู้เข้าชม
คำนวณต้นทุนเช่าพื้นที่

ค่าเช่าพื้นที่ธุรกิจกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ถึงเรียกว่าคุ้ม ฉบับผู้เช่าพื้นที่ธุรกิจในโคราช

สูตรคำนวณ เกณฑ์เปรียบเทียบตามประเภทธุรกิจ ตารางอ้างอิงด่วน และกรณีศึกษา ที่ช่วยตอบคำถามว่าค่าเช่าที่กำลังจะจ่ายนั้น "แพงไป" หรือ "คุ้มค่า"

อ่าน 22 นาที อัปเดต 20 ส.ค. 2569 หมวดคำนวณต้นทุน
 

คำถามที่ผู้เช่ามือใหม่ถามบ่อยที่สุดเวลาเจอพื้นที่ที่ถูกใจ คือ "ค่าเช่าเท่านี้ แพงไปไหม" แต่คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขค่าเช่าอย่างเดียว เพราะ ค่าเช่าพื้นที่ธุรกิจกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ในโคราช คือคำถามที่ถูกต้องกว่า เนื่องจากค่าเช่า 15,000 บาทอาจถูกมากสำหรับธุรกิจที่ทำรายได้เดือนละ 300,000 บาท แต่แพงเกินไปสำหรับธุรกิจที่ทำรายได้แค่เดือนละ 60,000 บาท

บทความนี้อธิบายสูตรคำนวณสัดส่วนค่าเช่าต่อรายได้ พร้อมเกณฑ์เปรียบเทียบตามประเภทธุรกิจ วิธีประมาณรายได้ให้แม่นยำขึ้น กรณีศึกษาการปรับสัดส่วน และตารางอ้างอิงด่วนที่ใช้เทียบได้ทันทีโดยไม่ต้องคำนวณเอง เพื่อให้ประเมินได้ว่าค่าเช่าที่กำลังจะจ่ายนั้นอยู่ในระดับที่ธุรกิจรับไหวหรือไม่ ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญา

ทำไมตัวเลขค่าเช่าเปล่า ๆ ถึงไม่บอกอะไรเลย

เจ้าของธุรกิจมือใหม่มักตัดสินใจเรื่องค่าเช่าโดยเทียบกับ "งบที่ตั้งไว้" เช่น ตั้งงบค่าเช่าไม่เกิน 20,000 บาท แล้วมองหาพื้นที่ที่ราคาต่ำกว่านั้น วิธีคิดแบบนี้มีปัญหาสองด้าน ด้านแรกคือมันไม่ได้เชื่อมโยงกับความสามารถในการทำรายได้ของธุรกิจเลย ถ้าธุรกิจทำรายได้ได้น้อยกว่าที่คาดจริง งบ 20,000 บาทที่ดูปลอดภัยอาจกลายเป็นภาระหนักทันที ด้านที่สองคือมันทำให้พลาดโอกาสพื้นที่ที่ค่าเช่าสูงกว่างบเล็กน้อยแต่ทำเลดีกว่ามาก ซึ่งอาจเพิ่มรายได้ได้มากกว่าส่วนต่างค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า

การมองค่าเช่าเป็น "สัดส่วนของรายได้" แทนที่จะมองเป็นตัวเลขตายตัว ช่วยแก้ปัญหาทั้งสองข้อ เพราะมันบังคับให้คิดคู่กับการประมาณรายได้เสมอ และทำให้เปรียบเทียบพื้นที่ต่างขนาด ต่างทำเล ต่างราคากันได้อย่างเป็นธรรม โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน

กฎ 10% คืออะไร

หลักที่ใช้กันแพร่หลายในธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารทั่วไปคือค่าเช่าไม่ควรเกิน 10% ของรายได้รวมต่อเดือน แต่ตัวเลขนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นคร่าว ๆ เท่านั้น เพราะแต่ละประเภทธุรกิจมีอัตรากำไรและโครงสร้างต้นทุนต่างกัน ธุรกิจที่มีกำไรต่อหน่วยสูง เช่น ร้านเสริมสวยหรือคลินิก อาจรับค่าเช่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่านี้ได้ ในขณะที่ธุรกิจกำไรต่อหน่วยต่ำ เช่น ร้านขายของชำ ควรรักษาสัดส่วนให้ต่ำกว่า 10% เพื่อความปลอดภัย

เกณฑ์สัดส่วนค่าเช่าต่อรายได้ ตามประเภทธุรกิจ

ประเภทธุรกิจ สัดส่วนที่แนะนำ เหตุผล
ร้านอาหาร/ร้านกาแฟ 6-10% ต้นทุนวัตถุดิบสูง กำไรต่อหน่วยปานกลาง
ร้านค้าปลีกทั่วไป 5-8% แข่งขันด้านราคาสูง กำไรต่อหน่วยต่ำ
ร้านเสริมสวย/สปา 8-12% ขายแรงงาน/ฝีมือ ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ
ออฟฟิศ/พื้นที่ให้บริการ 10-15% รายได้ต่อพื้นที่สูง ไม่ต้องพึ่งวอล์กอิน
ร้านซักรีด/ใช้เครื่องจักร 8-14% ต้นทุนเครื่องจักรสูง ชดเชยด้วยรายได้ต่อเนื่อง
คลินิกความงามขนาดเล็ก 10-16% กำไรต่อหัวสูงมาก รับสัดส่วนสูงได้
ร้านสะดวกซื้อ/ของชำ 4-7% มาร์จิ้นต่ำมาก ต้องพึ่งปริมาณขาย
ฟิตเนส/สตูดิโอออกกำลังกาย 9-14% รายได้แบบสมาชิกรายเดือน คาดการณ์ได้ง่าย
ร้านเสื้อผ้า/แฟชั่น 6-9% พึ่งพาทำเลและการเดินผ่านสูง

ตัวเลขในตารางเป็นเกณฑ์อ้างอิงทั่วไปที่ใช้กันในอุตสาหกรรม ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว ควรปรับตามอัตรากำไรจริงของธุรกิจแต่ละราย

ทำไมแต่ละประเภทธุรกิจถึงรับสัดส่วนต่างกันได้

กุญแจสำคัญคือ "กำไรขั้นต้น" หรือสัดส่วนของรายได้ที่เหลือหลังหักต้นทุนวัตถุดิบหรือต้นทุนขายโดยตรง ธุรกิจที่ขายสินค้าที่มีต้นทุนวัตถุดิบสูง เช่น ร้านของชำหรือร้านสะดวกซื้อ มีกำไรขั้นต้นต่ำ ทำให้เหลืองบสำหรับค่าใช้จ่ายคงที่อื่นอย่างค่าเช่าน้อยกว่า ในทางกลับกัน ธุรกิจที่ขาย "ฝีมือ" หรือ "เวลา" เป็นหลัก เช่น ร้านเสริมสวย คลินิก หรือสตูดิโอออกกำลังกาย มีต้นทุนวัตถุดิบต่ำมาก ทำให้กำไรขั้นต้นสูง และมีงบเหลือมากพอที่จะรับค่าเช่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าได้โดยไม่กระทบกำไรสุทธิ

ปัจจัยรองอีกอย่างคือความสม่ำเสมอของรายได้ ธุรกิจที่มีรายได้แบบสมาชิกรายเดือนหรือคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เช่น ฟิตเนสหรือออฟฟิศให้บริการ มักรับสัดส่วนค่าเช่าสูงกว่าได้ เพราะความเสี่ยงเรื่องรายได้ผันผวนต่ำกว่าธุรกิจที่พึ่งพาลูกค้าขาจรเป็นหลัก

วิธีคำนวณทีละขั้นตอน

1. ประมาณรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ธุรกิจคาดว่าจะทำได้ (ใช้ตัวเลขระมัดระวัง ไม่ใช่ตัวเลขในสถานการณ์ดีที่สุด)
2. นำค่าเช่าต่อเดือนหารด้วยรายได้เฉลี่ยต่อเดือน แล้วคูณ 100
3. เทียบผลลัพธ์กับเกณฑ์ของประเภทธุรกิจในตารางด้านบน
4. ถ้าสัดส่วนสูงกว่าเกณฑ์ ให้พิจารณาต่อรองค่าเช่า หรือประเมินว่ารายได้ที่คาดไว้เป็นจริงได้แค่ไหน

วิธีประมาณรายได้ให้แม่นยำขึ้น

สูตรคำนวณจะแม่นยำได้ก็ต่อเมื่อตัวเลขรายได้ที่ใช้ประมาณการใกล้เคียงความจริง ต่อไปนี้คือ 3 วิธีที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อน:

อ้างอิงธุรกิจใกล้เคียง — ลองสังเกตหรือสอบถามร้านลักษณะเดียวกันในทำเลใกล้เคียงว่ามีลูกค้าเฉลี่ยวันละกี่คน ช่วงเวลาไหนคนเยอะ-น้อย เพื่อประมาณยอดขายเทียบเคียง
สอบถามซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรมเดียวกัน — ซัพพลายเออร์ที่ขายวัตถุดิบให้ธุรกิจลักษณะเดียวกันหลายรายมักมีภาพรวมว่าร้านขนาดใกล้เคียงกันทำยอดขายเฉลี่ยเท่าไหร่
ทดสอบตลาดก่อนเช่าจริง — เปิดขายแบบป๊อปอัพ ออกบูธ หรือขายออนไลน์ก่อนเช่าพื้นที่ถาวร เพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับจริงจากลูกค้าในพื้นที่นั้น ก่อนผูกมัดกับสัญญาระยะยาว

ตัวอย่างสมมติ: 4 ธุรกิจ ค่าเช่าต่างกัน แต่สัดส่วนบอกอะไรมากกว่า

ตัวเลขทั้งหมดในส่วนนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลจริงของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง:

กรณีที่ 1: ร้านกาแฟ 2 สาขา ค่าเช่าเท่ากัน

สาขา ค่าเช่า/เดือน รายได้/เดือน สัดส่วน
สาขา A (ในเมือง) 18,000 บาท 120,000 บาท 15% (สูงกว่าเกณฑ์)
สาขา B (ย่านมหาวิทยาลัย) 18,000 บาท 220,000 บาท 8.2% (อยู่ในเกณฑ์)

กรณีที่ 2: ร้านเสริมสวย รับสัดส่วนสูงกว่าเกณฑ์ร้านค้าทั่วไปได้

รายการ จำนวน
ค่าเช่า/เดือน 22,000 บาท
รายได้/เดือน (ประมาณการระมัดระวัง) 190,000 บาท
สัดส่วนค่าเช่าต่อรายได้ ≈ 11.6% (อยู่ในเกณฑ์ร้านเสริมสวย 8-12%)

กรณีที่ 3: ร้านสะดวกซื้อ ต้องระวังสัดส่วนเป็นพิเศษ

รายการ จำนวน
ค่าเช่า/เดือน 25,000 บาท
รายได้/เดือน (ประมาณการระมัดระวัง) 280,000 บาท
สัดส่วนค่าเช่าต่อรายได้ ≈ 8.9% (สูงกว่าเกณฑ์ร้านสะดวกซื้อ 4-7%)

แม้รายได้ต่อเดือนสูงถึง 280,000 บาท แต่เพราะร้านสะดวกซื้อมีกำไรขั้นต้นต่ำมาก สัดส่วน 8.9% ก็ยังถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ของธุรกิจประเภทนี้ ต่างจากร้านเสริมสวยในกรณีที่ 2 ที่รายได้น้อยกว่าแต่รับสัดส่วนสูงกว่าได้สบาย

กรณีที่ 4: ฟิตเนสขนาดเล็ก รายได้คาดการณ์ได้ล่วงหน้าจากค่าสมาชิก

รายการ จำนวน
ค่าเช่า/เดือน 20,000 บาท
รายได้จากค่าสมาชิกรายเดือน (ประมาณการระมัดระวัง) 160,000 บาท
สัดส่วนค่าเช่าต่อรายได้ 12.5% (อยู่ในเกณฑ์ฟิตเนส 9-14%)

แม้สัดส่วนดูสูงเมื่อเทียบกับร้านค้าปลีกทั่วไป แต่ธุรกิจฟิตเนสมีข้อได้เปรียบตรงที่รายได้จากค่าสมาชิกรายเดือนคาดการณ์ล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำ ความเสี่ยงเรื่องรายได้ผันผวนจึงต่ำกว่าธุรกิจที่พึ่งลูกค้าขาจร ทำให้รับสัดส่วนสูงกว่าได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงมากนัก

สัดส่วนค่าเช่าต่างกันไปตามทำเลด้วย

นอกจากประเภทธุรกิจ ทำเลก็มีผลต่อสัดส่วนที่ยอมรับได้ เพราะทำเลที่ดีมักช่วยเพิ่มรายได้มากกว่าส่วนต่างค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น:

ทำเล ค่าเช่าทั่วไป สัดส่วนที่ยอมรับได้
ในเมือง/CBD สูง สูงกว่าเกณฑ์ปกติได้ 2-3% เพราะทราฟฟิกช่วยเพิ่มรายได้
ย่านมหาวิทยาลัย ปานกลาง ตามเกณฑ์ปกติ แต่ระวังรายได้ผันผวนช่วงปิดเทอม
ย่านที่อยู่อาศัย ต่ำ-ปานกลาง ควรต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ 1-2% เพราะลูกค้าใหม่น้อยกว่า
ในห้างสรรพสินค้า สูงมาก ต้องรวมค่าส่วนกลางเข้าตัวเลขก่อนคำนวณเสมอ

รายละเอียดแต่ละทำเลในโคราช ดูเพิ่มเติมได้ใน คู่มือ 5 ทำเลเช่าพื้นที่ธุรกิจในโคราช และ เช่าพื้นที่ธุรกิจย่านมหาวิทยาลัยโคราช

ปัจจัยที่ทำให้สัดส่วนที่รับได้เปลี่ยนไป

อัตรากำไรของธุรกิจ — ธุรกิจกำไรต่อหน่วยสูง (เช่น บริการที่ใช้แรงงานเป็นหลัก) รับสัดส่วนค่าเช่าที่สูงกว่าได้ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำ
ทำเลที่ดึงลูกค้าได้เอง — พื้นที่ทำเลดีมากอาจคุ้มค่าที่สัดส่วนสูงกว่าเกณฑ์ เพราะช่วยลดงบการตลาดที่ต้องจ่ายเพิ่ม
ต้นทุนคงที่อื่นที่มากับพื้นที่ — ถ้าค่าเช่ารวมค่าส่วนกลาง ค่าที่จอดรถ หรือค่าสาธารณูปโภคไว้แล้ว สัดส่วนที่ยอมรับได้ควรสูงกว่าค่าเช่าเปล่า ๆ
ระยะเวลาสัญญา — สัญญาระยะยาวที่ล็อกราคาค่าเช่าไว้ อาจคุ้มค่าแม้สัดส่วนเริ่มต้นจะสูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย เพราะป้องกันความเสี่ยงค่าเช่าขึ้นในอนาคต
ความสม่ำเสมอของรายได้ — ธุรกิจที่มีรายได้แบบสมาชิกหรือคาดการณ์ล่วงหน้าได้ รับสัดส่วนสูงกว่าได้เพราะความเสี่ยงต่ำกว่าธุรกิจที่พึ่งลูกค้าขาจร
ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ — ธุรกิจเปิดใหม่ควรใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าธุรกิจที่มีฐานลูกค้าประจำแล้ว เพราะรายได้ช่วงแรกมักต่ำกว่าที่คาดไว้เสมอ

กรณีศึกษาสมมติ: ปรับสัดส่วนค่าเช่าให้เหมาะสมก่อนเซ็นสัญญา

หมายเหตุความโปร่งใส: กรณีนี้เป็นเรื่องราวสมมติที่ประกอบขึ้นจากรูปแบบสถานการณ์ที่พบได้ทั่วไป ไม่ใช่เหตุการณ์จริงของบุคคลหรือธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง สร้างขึ้นเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น

เจ้าของร้านอาหารตามสั่งรายหนึ่งดูพื้นที่ในเมือง ค่าเช่า 28,000 บาท/เดือน ประมาณการรายได้เฉลี่ยเดือนละ 200,000 บาท ได้สัดส่วน 14% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้านอาหารทั่วไป (6-10%) มาก

แทนที่จะเดินหน้าเซ็นสัญญาหรือล้มเลิกไปเลย เจ้าของร้านนำตัวเลขสัดส่วนไปเจรจากับเจ้าของพื้นที่ตรง ๆ พร้อมเสนอทางเลือกสัญญา 3 ปีแทนสัญญา 1 ปี แลกกับส่วนลดค่าเช่า และขอฟรีค่าเช่า 1 เดือนแรกสำหรับตกแต่งพื้นที่ ผลลัพธ์คือได้ค่าเช่าลดลงเหลือ 22,000 บาท/เดือน ทำให้สัดส่วนลดลงเหลือ 11% ซึ่งยังสูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อยแต่รับได้ เพราะทำเลนี้มีทราฟฟิกสูงที่ช่วยหนุนรายได้ในระยะยาว

บทเรียนจากกรณีนี้คือ ตัวเลขสัดส่วนที่คำนวณได้ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ต้อง "รับ" หรือ "ปฏิเสธ" เท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาต่อรองที่มีข้อมูลรองรับ

สัญญาณที่บอกว่าเจ้าของพื้นที่มีช่องให้ต่อรองราคา

ก่อนเริ่มเจรจา ลองสังเกตสัญญาณเหล่านี้ เพื่อประเมินว่าเจ้าของพื้นที่มีแนวโน้มยอมลดราคาหรือปรับเงื่อนไขให้มากน้อยแค่ไหน:

พื้นที่ว่างมานาน — ถ้าพื้นที่ว่างติดต่อกันหลายเดือน เจ้าของมักยินดีลดราคาเพื่อให้มีผู้เช่าเข้ามาแทนที่จะปล่อยว่างต่อไป ลองสังเกตจากป้ายให้เช่าที่เก่าหรือซีดจางกว่าปกติ
มีพื้นที่ว่างอื่นในอาคารหรือย่านเดียวกันหลายจุด — ถ้าทั้งย่านมีพื้นที่ว่างเยอะ แปลว่าอุปทานมากกว่าความต้องการในช่วงนั้น ซึ่งเป็นจังหวะที่ผู้เช่ามีอำนาจต่อรองมากกว่าปกติ
เจ้าของพื้นที่เป็นผู้ลงทุนรายย่อย ไม่ใช่นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพ — มักยืดหยุ่นเรื่องราคามากกว่า เพราะให้ความสำคัญกับการมีผู้เช่าที่น่าเชื่อถือมากกว่าการรีดราคาสูงสุด
ใกล้สิ้นปีหรือสิ้นไตรมาส — เจ้าของพื้นที่บางรายต้องการปิดสัญญาให้ทันรอบบัญชี ทำให้ยืดหยุ่นเรื่องราคาหรือเงื่อนไขมากกว่าช่วงกลางปีปกติ

ติดตามพื้นที่ว่างในโคราชแบบอัปเดตทุกสัปดาห์ได้ใน สรุปพื้นที่เช่าประกาศใหม่ประจำสัปดาห์ในโคราช

ทางเลือกเมื่อสัดส่วนสูงกว่าเกณฑ์มาก

ถ้าคำนวณแล้วพบว่าสัดส่วนค่าเช่าสูงกว่าเกณฑ์ของธุรกิจตัวเองมาก ยังมีทางเลือกก่อนตัดสินใจทิ้งพื้นที่ไปเลย:

ต่อรองค่าเช่าโดยตรง — นำตัวเลขสัดส่วนที่คำนวณได้ไปคุยกับเจ้าของพื้นที่ พร้อมเหตุผลประกอบ เจ้าของพื้นที่หลายรายยินดีลดราคาให้ผู้เช่าที่มาพร้อมข้อมูลมากกว่าผู้เช่าที่แค่ขอลดราคาเฉย ๆ
เจรจาระยะเวลาสัญญาแทนราคา — เสนอผูกสัญญานานขึ้น (เช่น 3 ปีแทน 1 ปี) เพื่อแลกกับค่าเช่าที่ต่ำลง เจ้าของพื้นที่มักให้ราคาดีกว่ากับผู้เช่าที่ผูกมัดระยะยาว เพราะลดความเสี่ยงพื้นที่ว่าง
ลดขนาดพื้นที่ที่เช่า — ถ้าพื้นที่ใหญ่กว่าที่จำเป็นจริง ลองเจรจาเช่าแค่บางส่วน หรือหาพื้นที่ขนาดเล็กลงในทำเลเดียวกัน เพื่อลดค่าเช่าสัมบูรณ์โดยไม่เสียทำเลไป
แชร์พื้นที่กับธุรกิจอื่น — บางรูปแบบธุรกิจสามารถแบ่งพื้นที่กับธุรกิจที่เกื้อกูลกันได้ เช่น ร้านกาแฟกับร้านขนม หรือร้านเสริมสวยกับร้านทำเล็บ ช่วยลดภาระค่าเช่าต่อรายที่ต้องแบกรับ
มองหาพื้นที่อื่นที่สัดส่วนดีกว่า — ถ้าเจรจาแล้วยังไม่ลงตัว การเดินหน้าหาพื้นที่ใหม่ที่สัดส่วนอยู่ในเกณฑ์ตั้งแต่ต้น ปลอดภัยกว่าการฝืนเซ็นสัญญาที่ความเสี่ยงสูง

ผลกระทบสะสมของสัดส่วนค่าเช่าต่อกำไรทั้งปี

สัดส่วนที่ต่างกันเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ อาจดูเหมือนน้อย แต่เมื่อคูณด้วย 12 เดือน ผลต่างที่สะสมมีนัยสำคัญต่อกำไรทั้งปี ตัวอย่างสมมติสำหรับธุรกิจที่มีรายได้ 150,000 บาท/เดือนเท่ากัน:

สัดส่วนค่าเช่า ค่าเช่า/เดือน ค่าเช่ารวม/ปี
8% 12,000 บาท 144,000 บาท
12% 18,000 บาท 216,000 บาท
ผลต่างสะสมต่อปี   72,000 บาท

ผลต่างสัดส่วนแค่ 4% ในตัวอย่างนี้ เท่ากับเงินสดที่หายไปจากกำไรทั้งปีถึง 72,000 บาท ซึ่งอาจเพียงพอสำหรับซื้ออุปกรณ์เพิ่ม จ้างพนักงานเสริม หรือเป็นงบสำรองฉุกเฉินได้ทั้งปี นี่คือเหตุผลที่การต่อรองสัดส่วนแม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็คุ้มค่าที่จะพยายาม

สัญญาณเตือนว่าค่าเช่าอาจแพงเกินไป

สัญญาณ ความเสี่ยง
สัดส่วนเกิน 15% แม้เป็นธุรกิจกำไรต่อหน่วยสูง สูง
ต้องพึ่งยอดขายช่วงพีคทุกวันเพื่อให้ครอบคลุมค่าเช่า สูง
รายได้ที่ใช้คำนวณมาจากการประมาณการที่มองโลกในแง่ดีเกินจริง กลาง-สูง
ไม่เหลืองบสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายแฝงหลังหักค่าเช่าและต้นทุนคงที่ กลาง
สัดส่วนสูงกว่าเกณฑ์แต่ไม่มีปัจจัยชดเชย เช่น ทำเลดีหรือสัญญาระยะยาว กลาง

รายการค่าใช้จ่ายแฝงที่มักลืมคำนวณ ดูเพิ่มเติมได้ใน ค่าใช้จ่ายแฝงเช่าพื้นที่ธุรกิจในโคราช และงบตกแต่งที่ควรเผื่อ ดูได้ใน งบตกแต่งพื้นที่เช่าที่ควรเผื่อไว้

ตารางอ้างอิงด่วน: ค่าเช่า vs รายได้ขั้นต่ำที่ต้องทำ

ใช้ตารางนี้เทียบได้ทันทีโดยไม่ต้องคำนวณเอง สมมติสัดส่วนเป้าหมาย 3 ระดับ (8% / 10% / 12%):

ค่าเช่า/เดือน รายได้ขั้นต่ำที่ 8% รายได้ขั้นต่ำที่ 10% รายได้ขั้นต่ำที่ 12%
10,000 บาท 125,000 บาท 100,000 บาท 83,333 บาท
15,000 บาท 187,500 บาท 150,000 บาท 125,000 บาท
20,000 บาท 250,000 บาท 200,000 บาท 166,667 บาท
30,000 บาท 375,000 บาท 300,000 บาท 250,000 บาท
40,000 บาท 500,000 บาท 400,000 บาท 333,333 บาท

ตัวอย่างวิธีอ่านตาราง: ถ้าค่าเช่า 20,000 บาท และต้องการรักษาสัดส่วนไว้ที่ 10% ธุรกิจต้องทำรายได้อย่างน้อย 200,000 บาทต่อเดือน ถ้าประมาณการรายได้จริงต่ำกว่านี้ ควรพิจารณาต่อรองหรือมองหาพื้นที่อื่น

อภิธานศัพท์ที่ควรรู้

คำศัพท์ ความหมาย
กำไรขั้นต้น รายได้หลังหักต้นทุนวัตถุดิบหรือต้นทุนขายโดยตรง ก่อนหักค่าใช้จ่ายคงที่
ต้นทุนคงที่ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนไม่ว่ายอดขายจะเป็นเท่าไหร่ เช่น ค่าเช่า เงินเดือนพนักงานประจำ
จุดคุ้มทุน ยอดขายขั้นต่ำที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมดพอดี ไม่ขาดทุนไม่กำไร
สัดส่วนค่าเช่าต่อรายได้ ค่าเช่าต่อเดือนหารด้วยรายได้เฉลี่ยต่อเดือน คูณ 100 เพื่อแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์
งบสำรอง เงินทุนที่กันไว้นอกเหนือจากงบปกติ สำหรับรองรับค่าใช้จ่ายแฝงหรือรายได้ที่ต่ำกว่าคาด

ฤดูกาลมีผลต่อการคำนวณสัดส่วนแค่ไหน

ธุรกิจหลายประเภทในโคราชมีรายได้ไม่เท่ากันตลอดปี เช่น ร้านใกล้มหาวิทยาลัยที่รายได้ลดลงช่วงปิดเทอม หรือร้านที่พึ่งพานักท่องเที่ยวช่วงเทศกาล การคำนวณสัดส่วนโดยใช้รายได้เฉลี่ยทั้งปีเพียงตัวเลขเดียวอาจทำให้มองข้ามความเสี่ยงในเดือนที่รายได้ต่ำสุด

วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือคำนวณสัดส่วน 2 แบบคู่กัน คือสัดส่วนจากรายได้เฉลี่ยทั้งปี และสัดส่วนจากรายได้เดือนที่ต่ำที่สุดในรอบปี (worst month) ถ้าสัดส่วนในเดือนต่ำสุดยังพอรับไหวโดยไม่ต้องดึงเงินสำรองมาใช้ทั้งหมด แสดงว่าธุรกิจมีความยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับความผันผวนของรายได้ได้

ช่วงเวลา รายได้/เดือน สัดส่วน (ค่าเช่า 18,000 บาท)
เฉลี่ยทั้งปี 200,000 บาท 9%
เดือนต่ำสุด (ช่วงปิดเทอม) 130,000 บาท 13.8%

แม้ภาพรวมทั้งปีดูโอเค แต่ช่วงปิดเทอมสัดส่วนขึ้นไปเกือบ 14% ธุรกิจจึงควรกันงบสำรองไว้รองรับช่วงรายได้ต่ำสุดโดยเฉพาะ ไม่ใช่ประเมินจากตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีเพียงอย่างเดียว

เช็คลิสต์สุดท้ายก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญา

คำนวณสัดส่วนจากรายได้เฉลี่ยทั้งปี และจากเดือนที่รายได้ต่ำสุดแยกกัน
รวมค่าส่วนกลาง ค่าที่จอดรถ และค่าใช้จ่ายคงที่อื่นเข้าไปในตัวเลขค่าเช่าก่อนคำนวณ
เทียบสัดส่วนที่คำนวณได้กับเกณฑ์ของประเภทธุรกิจตัวเอง ไม่ใช่กฎ 10% แบบเหมารวม
ถ้าสัดส่วนสูงกว่าเกณฑ์ ลองต่อรองราคาหรือระยะสัญญาก่อนตัดสินใจปฏิเสธพื้นที่ไปเลย
กันงบสำรองสำหรับช่วงรายได้ต่ำสุดของปี ไม่ใช่แค่ค่าเฉลี่ย
ตรวจสอบค่าใช้จ่ายแฝงอื่นที่อาจกระทบงบก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญาจริง
 

คำถามที่พบบ่อย

Q

ค่าเช่าพื้นที่ธุรกิจในโคราชควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้?

โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 10% ของรายได้รวมต่อเดือน แต่ตัวเลขจริงขึ้นกับประเภทธุรกิจ ร้านอาหารและค้าปลีกมักอยู่ที่ 5-10% ในขณะที่ธุรกิจบริการที่มีกำไรต่อหน่วยสูงอาจรับได้ถึง 10-16%

Q

ถ้ายังไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน จะประมาณรายได้ยังไง?

ลองหาข้อมูลจากธุรกิจลักษณะใกล้เคียงในทำเลเดียวกันหรือใกล้เคียง สอบถามซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือทดสอบตลาดก่อนด้วยการขายแบบป๊อปอัพ แทนที่จะใช้ตัวเลขที่หวังไว้สูงสุด

Q

กฎ 10% ใช้ได้กับทุกธุรกิจจริงไหม?

ไม่ใช่กฎตายตัว เป็นแค่จุดเริ่มต้นสำหรับธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารทั่วไป ธุรกิจแต่ละประเภทมีโครงสร้างต้นทุนต่างกัน ควรใช้ตารางเกณฑ์ตามประเภทธุรกิจในบทความนี้ประกอบการตัดสินใจแทนการยึดตัวเลขเดียว

Q

ค่าเช่ารวมค่าส่วนกลางแล้ว ต้องคำนวณสัดส่วนยังไง?

ให้รวมค่าส่วนกลาง ค่าที่จอดรถ และค่าใช้จ่ายคงที่อื่นที่ผูกกับพื้นที่เข้าไปในตัวเลข ค่าเช่า ก่อนหารด้วยรายได้ เพื่อให้เห็นภาพต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด ไม่ใช่แค่ค่าเช่าเปล่า

Q

สัดส่วนสูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย ยังพอเช่าได้ไหม?

ถ้าสูงกว่าเกณฑ์แค่ 1-2% และมีปัจจัยชดเชย เช่น ทำเลดีมากหรือสัญญาระยะยาวล็อกราคา อาจยังคุ้มค่าอยู่ แต่ถ้าสูงกว่าเกณฑ์มากกว่า 5% ขึ้นไป ควรพิจารณาต่อรองหรือมองหาพื้นที่อื่นเพิ่มเติม

Q

ต่อรองค่าเช่าให้สัดส่วนลดลง ควรเริ่มยังไง?

เตรียมตัวเลขประมาณการรายได้และสัดส่วนที่คำนวณได้ไปคุยกับเจ้าของอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเสนอทางเลือก เช่น สัญญาระยะยาวขึ้นแลกกับค่าเช่าที่ลดลง หรือช่วงฟรีค่าเช่า 1-2 เดือนแรกสำหรับตกแต่งพื้นที่

Q

ทำเลที่ดีกว่าแต่ค่าเช่าแพงกว่า คุ้มไหม?

ต้องเทียบว่าทำเลที่ดีกว่าช่วยเพิ่มรายได้มากกว่าส่วนต่างค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าคำนวณสัดส่วนแล้วยังอยู่ในเกณฑ์หรือสูงกว่าเล็กน้อยแต่รายได้เพิ่มขึ้นชัดเจน มักคุ้มค่ากว่าพื้นที่ที่ค่าเช่าถูกแต่ทราฟฟิกต่ำ

Q

ธุรกิจเปิดใหม่ควรใช้สัดส่วนเป้าหมายต่างจากธุรกิจที่มีลูกค้าประจำแล้วไหม?

ควรใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดกว่า เพราะรายได้ช่วงแรกมักต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เสมอ แนะนำให้คำนวณสัดส่วนโดยใช้รายได้ที่คาดว่าจะทำได้ในช่วง 3-6 เดือนแรก ไม่ใช่รายได้เต็มที่คาดหวังในระยะยาว

Q

ควรคำนวณสัดส่วนจากรายได้เฉลี่ยทั้งปีหรือเดือนที่แย่ที่สุด?

แนะนำให้คำนวณทั้งสองแบบคู่กัน ธุรกิจที่มีรายได้ตามฤดูกาล เช่น ร้านใกล้มหาวิทยาลัย ควรตรวจสอบว่าสัดส่วนในเดือนที่รายได้ต่ำสุดยังพอรับไหวโดยไม่ต้องพึ่งเงินสำรองทั้งหมด ไม่ใช่ดูแค่ภาพรวมทั้งปี

Q

ถ้าเจรจาต่อรองแล้วเจ้าของพื้นที่ไม่ยอมลดราคาเลย ควรทำยังไง?

ลองเสนอเงื่อนไขอื่นแทนการลดราคาตรง ๆ เช่น ขอฟรีค่าเช่าช่วงตกแต่ง ขอผูกสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกราคาปัจจุบันไม่ให้ขึ้น หรือขอปรับเงื่อนไขค่าส่วนกลาง ถ้ายังไม่ลงตัวจริง ๆ การมองหาพื้นที่อื่นที่สัดส่วนดีกว่าตั้งแต่ต้นมักปลอดภัยกว่า

Q

มีเครื่องมือช่วยคำนวณแบบละเอียดกว่านี้ไหม?

มี ลองใช้ Business Fit Score ของ KORAT SPACE ซึ่งช่วยประเมินความเหมาะสมของพื้นที่กับธุรกิจโดยรวมหลายมิติ ไม่ใช่แค่สัดส่วนค่าเช่าต่อรายได้อย่างเดียว

!

อยากรู้ว่าค่าเช่าที่กำลังพิจารณาอยู่ คุ้มค่ากับธุรกิจของคุณไหม?

ลองประเมินความเหมาะสมของพื้นที่กับธุรกิจของคุณแบบคร่าว ๆ ก่อนตัดสินใจ

ประเมิน Business Fit Score →

ค่าใช้จ่ายแฝงเช่าพื้นที่ธุรกิจ | งบตกแต่งพื้นที่เช่าที่ควรเผื่อไว้ | เช็คสัญญาเช่าก่อนเซ็น

 

เขียนโดยทีมงาน KORAT SPACE — รวบรวมจากประสบการณ์ตรงในการช่วยผู้เช่าประเมินความคุ้มค่าของพื้นที่ธุรกิจในจังหวัดนครราชสีมา


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy