แชร์

ตรวจสอบเอกสารพื้นที่เช่าธุรกิจก่อนเซ็นสัญญา อย่าดูแค่ตัวพื้นที่อย่างเดียว | KORAT SPACE

อัพเดทล่าสุด: 22 ส.ค. 2026
14 ผู้เข้าชม
ตรวจพื้นที่ก่อนเซ็นสัญญา

ตรวจสอบเอกสารพื้นที่เช่าธุรกิจก่อนเซ็นสัญญา อย่าดูแค่ตัวพื้นที่อย่างเดียว

อ่าน 25 นาที อัปเดต 22 ส.ค. 2569 หมวดตรวจพื้นที่ก่อนเซ็นสัญญา
 

ผู้เช่าส่วนใหญ่ใช้เวลาตรวจสภาพพื้นที่ พื้น ผนัง ระบบไฟฟ้าและแอร์อย่างละเอียด แต่กลับข้ามขั้นตอนที่อาจสำคัญกว่านั้น นั่นคือการตรวจสอบเอกสารพื้นที่เช่าธุรกิจก่อนเซ็นสัญญา เอกสารที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนสามารถทำให้ธุรกิจที่ลงทุนตกแต่งไปแล้วต้องย้ายออกกะทันหัน แม้พื้นที่จะสวยงามและระบบทุกอย่างพร้อมใช้แค่ไหนก็ตาม

ทำไมเอกสารสำคัญพอ ๆ กับสภาพพื้นที่

พื้นที่ที่ดูสมบูรณ์แบบที่สุดก็ไร้ประโยชน์ ถ้าคนที่เซ็นสัญญาให้เช่าไม่ใช่เจ้าของตัวจริง หรือพื้นที่นั้นติดข้อพิพาททางกฎหมายที่ผู้เช่าไม่รู้มาก่อน ปัญหาเอกสารมักไม่แสดงผลทันทีตอนเซ็นสัญญา แต่จะปรากฏขึ้นภายหลัง เช่น เมื่อมีบุคคลที่สามมาอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ หรือเมื่อหน่วยงานราชการตรวจพบว่าอาคารไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งความเสียหายในจุดนี้มักแก้ไขได้ยากกว่าปัญหาสภาพพื้นที่มาก

ความแตกต่างสำคัญคือปัญหาสภาพพื้นที่ เช่น แอร์เสียหรือพื้นแตกร้าว มักแก้ไขได้ด้วยเงินและเวลา แต่ปัญหาเอกสาร เช่น สัญญาที่ทำกับผู้ไม่มีอำนาจให้เช่า อาจทำให้สัญญาทั้งฉบับเป็นโมฆะ ผู้เช่าต้องย้ายออกโดยไม่มีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายจากการลงทุนตกแต่งที่ทำไปแล้ว เพราะในทางกฎหมายถือว่าไม่เคยมีสัญญาเช่าที่ถูกต้องเกิดขึ้นตั้งแต่แรก

เช่าจากเจ้าของโดยตรง กับเช่าช่วง (sublease) ต่างกันอย่างไร

พื้นที่เช่าธุรกิจในโคราชบางแห่งไม่ได้เช่าจากเจ้าของที่ดินโดยตรง แต่เป็นการเช่าช่วงจากผู้เช่ารายแรกอีกทอดหนึ่ง ซึ่งมีความเสี่ยงเพิ่มเติมที่ควรรู้

รูปแบบ ความเสี่ยงที่ควรรู้
เช่าจากเจ้าของโดยตรง ความเสี่ยงต่ำกว่า เพราะไม่มีคนกลาง แต่ยังต้องตรวจสอบกรรมสิทธิ์ตามปกติ
เช่าช่วง (sublease) ต้องตรวจสอบว่าสัญญาเช่าหลักอนุญาตให้เช่าช่วงได้หรือไม่ และสัญญาเช่าช่วงจะหมดอายุพร้อมสัญญาหลักเสมอ แม้จะเพิ่งเซ็นสัญญาเช่าช่วงใหม่ก็ตาม

ถ้าพื้นที่ที่สนใจเป็นการเช่าช่วง ควรขอดูสัญญาเช่าหลักระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่ารายแรกด้วย เพื่อยืนยันว่าอนุญาตให้เช่าช่วงได้จริง และตรวจสอบวันหมดอายุของสัญญาหลัก เพราะผู้เช่าช่วงจะไม่มีสิทธิ์อยู่ต่อเกินกว่าวันที่สัญญาหลักหมดอายุ ไม่ว่าสัญญาเช่าช่วงจะระบุระยะเวลาไว้อย่างไร

เอกสารปลอมหรือถูกแก้ไข สังเกตอย่างไร

ผู้เช่าส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ด้านนิติเวชเอกสาร แต่มีสัญญาณง่าย ๆ ที่สังเกตได้ด้วยตาเปล่าโดยไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ

สิ่งที่สังเกต เอกสารที่น่าเชื่อถือ สัญญาณน่าสงสัย
ตราประทับราชการ คมชัด สีสม่ำเสมอ ตำแหน่งตรงตามแบบฟอร์มมาตรฐาน เลอะ เอียง หรือขนาด/ตำแหน่งผิดจากเอกสารชุดเดียวกันที่เคยเห็น
เนื้อกระดาษและการพิมพ์ กระดาษหนา ลายน้ำ (ถ้ามี) มองเห็นชัดเมื่อส่องแสง กระดาษบางผิดปกติ หรือเป็นสำเนาถ่ายเอกสารที่อ้างว่าเป็นต้นฉบับ
ความสอดคล้องของตัวเลข เลขที่โฉนด เลขที่ดิน และชื่อเจ้าของตรงกันในทุกหน้าของเอกสารชุดเดียวกัน ตัวเลขไม่ตรงกันระหว่างหน้า หรือมีรอยลบ/เขียนทับที่ตัวเลขสำคัญ
แหล่งที่มาของสำเนา เจ้าของยินดีให้ไปคัดสำเนาจากสำนักงานที่ดินเองได้โดยตรง มีแต่สำเนาที่เจ้าของถ่ายมาให้เท่านั้น ไม่ยินยอมให้ไปคัดสำเนาจากหน่วยงานราชการเอง

วิธีที่น่าเชื่อถือที่สุดในการยืนยันความถูกต้องของโฉนดที่ดินคือการขอคัดสำเนาโฉนดจากสำนักงานที่ดินในเขตที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ด้วยตนเอง ซึ่งจะแสดงข้อมูลกรรมสิทธิ์ล่าสุดและภาระผูกพันทั้งหมด เช่น การจำนองหรือข้อพิพาทที่อาจมีอยู่ ค่าธรรมเนียมการคัดสำเนาต่ำมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ป้องกันได้

เอกสารที่ควรขอตรวจสอบ แบ่งตามระดับความสำคัญ

ไม่ใช่ทุกเอกสารที่มีความสำคัญเท่ากัน ต่อไปนี้เป็นการแบ่งระดับเพื่อให้จัดลำดับความสำคัญในการขอตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

เอกสาร ระดับ ทำไมสำคัญ
โฉนดที่ดิน/หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ต้องมี ยืนยันว่าผู้ให้เช่าเป็นเจ้าของจริงหรือมีอำนาจให้เช่าช่วงได้ถูกต้อง
บัตรประชาชนผู้ให้เช่า (เทียบชื่อกับโฉนด) ต้องมี ป้องกันการเซ็นสัญญากับผู้ที่ไม่มีอำนาจให้เช่าพื้นที่จริง
ใบอนุญาตก่อสร้าง/ดัดแปลงอาคาร ควรมี ยืนยันว่าอาคารสร้างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เสี่ยงถูกสั่งรื้อถอนหรือระงับใช้งาน
ใบอนุญาตเปลี่ยนประเภทการใช้อาคาร ควรมี จำเป็นถ้าอาคารเดิมจดทะเบียนเป็นที่พักอาศัย แต่จะใช้เพื่อการพาณิชย์
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้าผู้เซ็นไม่ใช่เจ้าของโดยตรง) ต้องมี ยืนยันว่าผู้ที่เซ็นสัญญาแทนเจ้าของมีสิทธิ์ทำนิติกรรมแทนจริง
ใบเสร็จภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีล่าสุด เสริม ช่วยยืนยันว่าเจ้าของพื้นที่ไม่มีปัญหาค้างชำระภาษีที่อาจกระทบกรรมสิทธิ์
หนังสือรับรองนิติบุคคล (ถ้าเจ้าของเป็นบริษัท) ต้องมี ยืนยันว่าบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่จริง และผู้เซ็นสัญญามีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทตามที่จดทะเบียนไว้
สัญญาเช่าหลัก (กรณีเป็นการเช่าช่วง) ต้องมี ยืนยันว่าผู้เช่ารายแรกมีสิทธิ์ให้เช่าช่วงได้จริง และตรวจสอบวันหมดอายุของสัญญาหลัก

ถ้าเจ้าของพื้นที่เป็นนิติบุคคล ต้องตรวจอะไรเพิ่ม

พื้นที่เช่าธุรกิจบางแห่งในโคราชเป็นทรัพย์สินของบริษัทแทนที่จะเป็นบุคคลธรรมดา กรณีนี้ควรขอดูหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกิน 3-6 เดือน เพื่อยืนยันว่าบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่จริงและไม่ได้อยู่ระหว่างเลิกกิจการ พร้อมตรวจสอบว่าผู้ที่เซ็นสัญญาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองหรือไม่ หากบริษัทมีกรรมการหลายคนและระบุว่าต้องลงนามร่วมกันหรือประทับตราบริษัท สัญญาที่เซ็นโดยกรรมการเพียงคนเดียวโดยไม่ทำตามเงื่อนไขนี้อาจไม่ผูกพันบริษัทตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น หากหนังสือรับรองระบุว่า "กรรมการสองในสามคนลงนามร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทจึงจะผูกพันบริษัท" แต่สัญญาเช่ากลับมีลายเซ็นของกรรมการเพียงคนเดียวโดยไม่มีตราประทับ ผู้เช่าควรทักท้วงและขอให้แก้ไขให้ถูกต้องก่อนเซ็นสัญญา เพราะหากปล่อยผ่านไป อาจกลายเป็นช่องทางให้บริษัทปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญาในภายหลังได้

ตัวอย่างบทสนทนาการขอตรวจสอบเอกสารอย่างสุภาพ

ผู้เช่าหลายคนลังเลที่จะขอดูเอกสาร เพราะกลัวว่าจะดูเหมือนไม่ไว้ใจเจ้าของพื้นที่ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างวิธีพูดที่สุภาพแต่ยังยืนยันความต้องการของตัวเอง

ผู้เช่า: "พี่คะ ก่อนที่จะตัดสินใจ ขอดูสำเนาโฉนดกับบัตรประชาชนพี่หน่อยได้ไหมคะ เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ทางเราตรวจทุกพื้นที่ก่อนเซ็นสัญญาเลยค่ะ"

เจ้าของพื้นที่: "อ๋อ ได้เลย ไม่มีปัญหา เดี๋ยวพี่ถ่ายสำเนาให้"

ผู้เช่า: "ขอบคุณค่ะ แล้วถ้าสะดวก ขอไปคัดสำเนาโฉนดจากสำนักงานที่ดินเองด้วยอีกชุดนะคะ เผื่อไว้เป็นข้อมูลล่าสุด จะได้ไม่ต้องรบกวนพี่บ่อย ๆ"

เจ้าของพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมายมักไม่มีปัญหากับการสนทนาลักษณะนี้ เพราะมองว่าเป็นขั้นตอนมาตรฐาน หากพบว่าเจ้าของพื้นที่แสดงท่าทีไม่พอใจ ผัดวันประกันพรุ่ง หรือพยายามเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่พูดถึงเอกสาร นั่นคือสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่าคำอธิบายอื่นใด

ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเอกสาร เทียบกับความเสียหายที่ป้องกันได้

ผู้เช่าหลายคนลังเลที่จะเสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด แต่เมื่อเทียบตัวเลขแล้วจะเห็นว่าคุ้มค่ามาก

รายการ ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
ค่าธรรมเนียมคัดสำเนาโฉนดที่สำนักงานที่ดิน ตัวอย่างสมมติ หลักร้อยบาท [ทีมงาน: ระบุอัตราค่าธรรมเนียมล่าสุด]
ค่าปรึกษาทนายความตรวจสัญญาเช่า (ครั้งเดียว) ตัวอย่างสมมติ หลักพันถึงหลักหมื่นต้น ๆ ขึ้นกับความซับซ้อน [ทีมงาน: ระบุอัตราจริง]
ค่าตกแต่งพื้นที่เฉลี่ยของธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ตัวอย่างสมมติ หลักแสนถึงหลักล้านต้น ๆ ขึ้นกับประเภทธุรกิจ
ความเสียหายหากต้องย้ายออกกะทันหันเพราะสัญญาเป็นโมฆะ เท่ากับเงินลงทุนตกแต่งทั้งหมด บวกรายได้ที่เสียไประหว่างหาพื้นที่ใหม่

เมื่อเทียบตัวเลขแล้ว ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเอกสารมักคิดเป็นสัดส่วนเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากเอกสารมีปัญหา การมองว่าการตรวจสอบเป็น "ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงได้" จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ควรมองเป็นส่วนหนึ่งของงบลงทุนเปิดธุรกิจเช่นเดียวกับค่าตกแต่งหรือค่าอุปกรณ์

เอกสารเฉพาะที่ควรตรวจเพิ่มตามประเภทธุรกิจ

นอกจากเอกสารพื้นฐานแล้ว ธุรกิจบางประเภทต้องขอใบอนุญาตเฉพาะเพิ่มเติม ซึ่งต้องตรวจสอบว่าอาคารรองรับได้ตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา

ประเภทธุรกิจ เอกสาร/ใบอนุญาตที่ควรตรวจเพิ่ม
ร้านอาหาร ใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร ต้องตรวจสอบว่าอาคารมีบ่อดักไขมันและระบบระบายอากาศตามที่กฎหมายกำหนด
สตูดิโอฟิตเนส/โยคะ อาจต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขึ้นกับข้อบัญญัติท้องถิ่น ควรสอบถามหน่วยงานราชการในพื้นที่
ร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ตรวจสอบว่าระบบระบายน้ำและไฟฟ้าของอาคารรองรับได้ตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับเครื่องซักผ้าหลายเครื่อง
ร้านทำผม/ความงาม อาจต้องขอใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ขึ้นกับบริการที่ให้ ควรสอบถามหน่วยงานราชการก่อนเปิดร้าน
คลินิกความงาม/คลินิกเวชกรรม ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายเฉพาะ ซึ่งมีข้อกำหนดด้านพื้นที่และระบบสุขาภิบาลเข้มงวดกว่าธุรกิจทั่วไปมาก ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น

สัญญาณที่บ่งบอกว่าเจ้าของพื้นที่น่าเชื่อถือ

นอกจากสัญญาณเตือนที่ควรระวังแล้ว ก็มีสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยให้มั่นใจได้มากขึ้นว่าเจ้าของพื้นที่มีความน่าเชื่อถือ

ยินดีให้ผู้เช่าไปคัดสำเนาโฉนดจากสำนักงานที่ดินด้วยตนเองโดยไม่รู้สึกลำบากใจ
ตอบคำถามเรื่องเอกสารได้ชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมหรือเปลี่ยนเรื่อง
มีเอกสารพร้อมให้ดูตั้งแต่การนัดพบครั้งแรก ไม่ต้องรอนานหลายรอบ
ยินดีระบุเงื่อนไขสำคัญไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญา แทนที่จะขอให้ "ตกลงกันด้วยวาจา"

ทำเลต่างกัน ความเสี่ยงด้านเอกสารต่างกันไหม

แม้หลักการตรวจสอบเอกสารจะเหมือนกันทุกทำเล แต่ลักษณะความเสี่ยงที่พบบ่อยในแต่ละโซนของโคราชมีความแตกต่างกันบ้าง ซึ่งควรให้น้ำหนักการตรวจสอบต่างกันตามบริบท

ลักษณะทำเล ประเด็นเอกสารที่ควรให้น้ำหนักเป็นพิเศษ
อาคารพาณิชย์เก่าในเขตเมือง มักผ่านการซื้อขายหรือรับมรดกหลายทอด ควรตรวจสอบสายกรรมสิทธิ์และข้อพิพาทมรดกที่อาจยังไม่จบ
พื้นที่ในห้างสรรพสินค้า/คอมมูนิตี้มอลล์ มักเป็นการเช่าช่วงจากผู้บริหารศูนย์การค้า ควรตรวจสอบสัญญาเช่าหลักและเงื่อนไขการต่ออายุ
พื้นที่สร้างใหม่ รอบมหาวิทยาลัย/นิคมอุตสาหกรรม ควรตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างและใบรับรองการใช้อาคารให้ครบ เพราะอาคารใหม่บางแห่งยังไม่ผ่านขั้นตอนราชการครบถ้วน
พื้นที่ริมถนนสายหลัก/บายพาส ควรตรวจสอบแนวเขตทางที่อาจถูกเวนคืนในอนาคต ซึ่งกระทบสิทธิ์การเช่าระยะยาวได้

รายละเอียดเชิงลึกของแต่ละทำเลสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความแนะนำทำเลรายโซนของโคราช ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพรวมทั้งด้านทำเลและด้านเอกสารไปพร้อมกัน

ระยะเวลาที่ควรเผื่อไว้สำหรับตรวจสอบเอกสาร

ผู้เช่าหลายคนรีบตัดสินใจเพราะกลัวเสียโอกาสให้คนอื่น แต่การตรวจสอบเอกสารอย่างรอบคอบใช้เวลาไม่นานเมื่อเทียบกับอายุสัญญาเช่าที่มักยาวหลายปี

ขั้นตอน เวลาโดยประมาณ
ขอสำเนาเอกสารเบื้องต้นจากเจ้าของพื้นที่ 1-2 วัน
คัดสำเนาโฉนดจากสำนักงานที่ดินด้วยตนเอง ภายในวันเดียว หากไปด้วยตนเอง
สอบถามหน่วยงานราชการเรื่องใบอนุญาตอาคาร/การใช้ประโยชน์ 2-5 วันทำการ
ปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมาย (กรณีพื้นที่ขนาดใหญ่/สัญญาระยะยาว) 3-7 วัน ขึ้นกับความซับซ้อน

โดยรวมแล้วการตรวจสอบเอกสารอย่างครบถ้วนมักใช้เวลาไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอายุสัญญาเช่าที่มักอยู่ที่ 3 ปีขึ้นไป หากเจ้าของพื้นที่หรือนายหน้าเร่งรัดจนไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับขั้นตอนเหล่านี้ ควรถือเป็นสัญญาณที่ต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้น

ขั้นตอนตรวจสอบเอกสารแบบทีละขั้น

1 ขอสำเนาโฉนดที่ดินและบัตรประชาชนผู้ให้เช่า เทียบชื่อบนทั้งสองเอกสารว่าตรงกัน
2 ถ้าผู้เซ็นสัญญาไม่ใช่ชื่อในโฉนด ขอดูหนังสือมอบอำนาจที่ระบุชัดเจนว่าให้ทำสัญญาเช่าแทนได้
3 สอบถามและขอดูใบอนุญาตก่อสร้าง โดยเฉพาะถ้าอาคารดูใหม่หรือมีการต่อเติมที่สังเกตเห็นได้
4 ถ้าวางแผนทำธุรกิจที่ต้องขอใบอนุญาตเฉพาะ (เช่น ร้านอาหาร ต้องขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร) ตรวจสอบว่าอาคารรองรับการขอใบอนุญาตประเภทนั้นได้
5 หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อนเซ็นสัญญา ค่าใช้จ่ายในการปรึกษามักถูกกว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นภายหลังมาก

คำพูดที่ควรระวังจากนายหน้า/เจ้าของพื้นที่

บางคำพูดที่ฟังดูสบายใจ อาจเป็นสัญญาณว่าควรตรวจสอบเอกสารให้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม

คำพูดที่ได้ยิน สิ่งที่ควรทำต่อ
"ไว้ใจกันเถอะ ไม่ต้องดูโฉนดหรอก" ยืนยันขอดูเอกสารอย่างสุภาพแต่หนักแน่น ผู้ให้เช่าที่ถูกต้องไม่ควรมีปัญหากับคำขอนี้
"เอกสารอยู่กับญาติ เดี๋ยวเอามาให้ทีหลัง" รอจนกว่าจะเห็นเอกสารจริงก่อนวางเงินมัดจำหรือเซ็นสัญญาใด ๆ
"ตึกนี้ทำธุรกิจกันมาหลายรายแล้ว ไม่มีปัญหาหรอก" ประวัติผู้เช่ารายก่อนไม่ได้ยืนยันความถูกต้องทางกฎหมายของอาคาร ควรตรวจสอบเอกสารด้วยตัวเองเสมอ
"เซ็นสัญญาไปก่อน เดี๋ยวจัดการเรื่องเอกสารให้ทีหลัง" ไม่ควรเซ็นสัญญาใด ๆ ก่อนเห็นเอกสารครบ การ "จัดการทีหลัง" มักหมายความว่าเอกสารมีปัญหาอยู่แล้ว
"ราคานี้ถูกมากเพราะเจ้าของอยากปล่อยเช่าเร็ว ๆ" ราคาที่ถูกผิดปกติควรกระตุ้นให้ตรวจสอบเอกสารละเอียดขึ้น ไม่ใช่รีบตัดสินใจเพราะกลัวเสียโอกาส

ตรวจสอบด้วยตนเอง เทียบกับจ้างทนายความช่วยตรวจ

ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งเสมอไป แต่ควรเข้าใจข้อดีข้อจำกัดของแต่ละแนวทางเพื่อตัดสินใจให้เหมาะกับขนาดการลงทุนของตนเอง

แนวทาง ข้อดี ข้อจำกัด
ตรวจสอบด้วยตนเองตามเช็คลิสต์ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทำได้ทันที เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็กความเสี่ยงต่ำ อาจพลาดรายละเอียดทางกฎหมายเชิงลึก เช่น เงื่อนไขในหนังสือมอบอำนาจที่ซับซ้อน
จ้างทนายความหรือผู้รู้ด้านกฎหมายช่วยตรวจ ตรวจสอบได้ละเอียดและครอบคลุมกว่า ช่วยร่างเงื่อนไขป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติมในสัญญา มีค่าใช้จ่าย และอาจต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการนัดหมาย

แนวทางที่สมดุลคือใช้เช็คลิสต์ด้วยตนเองตรวจสอบเบื้องต้นก่อนเสมอ แล้วจึงพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่ตามขนาดของการลงทุนและความซับซ้อนของกรณีนั้น ๆ เช่น กรณีเช่าช่วงหลายทอด หรือเจ้าของเป็นนิติบุคคลที่มีโครงสร้างซับซ้อน มักคุ้มค่าที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม

ผลกระทบระยะยาวถ้าข้ามขั้นตอนตรวจสอบเอกสาร

การข้ามขั้นตอนตรวจสอบเอกสารอาจดูเหมือนประหยัดเวลาในระยะสั้น แต่ผลกระทบที่ตามมาสามารถส่งผลต่อธุรกิจได้ยาวนานกว่าที่คาดคิด

ช่วงเวลา ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
เดือนที่ 1-3 หลังเปิดร้าน ธุรกิจดำเนินไปตามปกติ ปัญหาเอกสารอาจยังไม่ปรากฏให้เห็น
เดือนที่ 6-12 เริ่มมีความเสี่ยงจากการตรวจสอบของหน่วยงานราชการ หรือบุคคลที่สามมาอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สิน
ปีที่ 2 เป็นต้นไป หากมีการต่อสัญญา ปัญหาเดิมที่ไม่ได้แก้ไขอาจกลายเป็นข้อพิพาทใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะหากธุรกิจเติบโตและมีการลงทุนเพิ่มเติมไปแล้ว

ยิ่งธุรกิจดำเนินไปนานเท่าไหร่โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาเอกสารตั้งแต่ต้น มูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะเงินลงทุนสะสม ลูกค้าประจำ และชื่อเสียงของธุรกิจล้วนผูกอยู่กับสถานที่เดิม การตรวจสอบให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญาจึงเป็นการลงทุนป้องกันความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุด

สัญญาณเตือนอื่นนอกเหนือจากคำพูด

ชื่อบนเอกสารที่แสดงไม่ตรงกับชื่อที่แนะนำตัวตอนแรก โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน
เอกสารที่แสดงเป็นสำเนาถ่ายเอกสารซ้ำหลายชั้นจนอ่านรายละเอียดไม่ชัด หรือมีรอยแก้ไขที่น่าสงสัย
เร่งรัดให้โอนเงินมัดจำก่อนที่จะได้เห็นเอกสารตัวจริงหรือก่อนได้ตรวจสอบพื้นที่ครบถ้วน

สัญญาณเหล่านี้อาจไม่ปรากฏชัดในการพบกันเพียงครั้งเดียว จึงควรสังเกตอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการเจรจา และไม่ควรมองข้ามแม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่ดูไม่สำคัญในตอนแรก เพราะหลายกรณีที่เกิดปัญหาจริง มักมีสัญญาณเหล่านี้ปรากฏให้เห็นมาก่อนแล้ว เพียงแต่ผู้เช่าเลือกที่จะมองข้ามเพราะอยากได้พื้นที่นั้นมากเกินไป

งบลงทุนต่างกัน ควรตรวจสอบเอกสารเข้มข้นแค่ไหน

ระดับความเข้มข้นของการตรวจสอบไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกกรณี ควรปรับตามขนาดของเงินลงทุนและระยะเวลาสัญญาที่วางแผนไว้

ระดับเงินลงทุน ระดับการตรวจสอบที่แนะนำ
ลงทุนตกแต่งน้อย พื้นที่ขนาดเล็ก สัญญาระยะสั้น ตรวจสอบตามเช็คลิสต์พื้นฐานด้วยตนเอง เน้นตรวจชื่อบนโฉนดกับบัตรประชาชนและคัดสำเนาโฉนดจากสำนักงานที่ดิน
ลงทุนตกแต่งปานกลาง สัญญา 3 ปีขึ้นไป ตรวจสอบเต็มรูปแบบตามเช็คลิสต์ทั้งหมด รวมถึงใบอนุญาตอาคารและใบอนุญาตเฉพาะทางธุรกิจ
ลงทุนตกแต่งสูง หรือเป็นสาขา/แฟรนไชส์ ควรปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายร่วมด้วยเสมอ และพิจารณาขอเงื่อนไขคุ้มครองเพิ่มเติมในสัญญา เช่น ข้อกำหนดค่าชดเชยหากสัญญาเป็นโมฆะจากความผิดของผู้ให้เช่า

หลักการง่าย ๆ คือยิ่งเงินลงทุนและระยะเวลาผูกพันมากเท่าไหร่ ยิ่งควรให้น้ำหนักกับการตรวจสอบเอกสารมากขึ้นเท่านั้น เพราะความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจะแปรผันตามขนาดของการลงทุนโดยตรง

กรณีตัวอย่าง

หมายเหตุความโปร่งใส: เป็นการเรียบเรียงจากหลายกรณีรวมกันเป็นภาพประกอบ ไม่ใช่เหตุการณ์จริงของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง

เจ้าของร้านรายหนึ่งเซ็นสัญญาเช่าและตกแต่งพื้นที่ไปแล้วกว่า 200,000 บาท ก่อนพบว่าผู้ที่เซ็นสัญญาให้เช่าเป็นเพียงญาติของเจ้าของที่ดินจริง ไม่มีหนังสือมอบอำนาจอย่างถูกต้อง เมื่อเจ้าของที่ดินตัวจริงทราบเรื่องและไม่ยอมรับสัญญาที่ทำไว้ ผู้เช่าต้องเจรจาใหม่ทั้งหมดภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบกว่าเดิมมาก เพราะได้ลงทุนตกแต่งไปแล้วและไม่มีทางเลือกมากนัก

หมายเหตุความโปร่งใส: กรณีตัวอย่างที่สองเป็นการเรียบเรียงจากหลายกรณีรวมกันเป็นภาพประกอบเช่นกัน

ผู้เช่าอีกรายเลือกเช่าพื้นที่ในอาคารพาณิชย์เก่าที่ดูภายนอกเรียบร้อยดี แต่ไม่ได้ขอตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างก่อนเซ็นสัญญา เพราะเห็นว่าตึกมีคนเช่าทำธุรกิจมานานหลายปีแล้ว หลังเปิดร้านไปได้ 8 เดือน หน่วยงานราชการเข้าตรวจและพบว่าอาคารมีการต่อเติมชั้นสองโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ต้องปิดปรับปรุงชั่วคราวระหว่างที่เจ้าของอาคารดำเนินการขออนุญาตย้อนหลัง ซึ่งกินเวลานานกว่าที่คาดและกระทบรายได้ของร้านโดยตรง ทั้งที่ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากตัวผู้เช่าเองเลย

สิ่งที่ควรทำ ถ้าพบว่าเอกสารมีปัญหาหลังเซ็นสัญญาไปแล้ว

แม้จะตรวจสอบมาอย่างดีแล้ว บางครั้งปัญหาเอกสารก็อาจปรากฏขึ้นภายหลังจากเซ็นสัญญาและเริ่มดำเนินธุรกิจไปแล้ว ต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นที่ควรทำหากพบสถานการณ์เช่นนี้

1 เก็บรวบรวมเอกสารและหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ทันที ทั้งสัญญาเช่า ใบเสร็จการชำระเงิน และการสื่อสารกับเจ้าของพื้นที่
2 อย่าเพิ่งตัดสินใจย้ายออกหรือยกเลิกสัญญาด้วยตนเองในทันที ควรปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายก่อนว่าสถานะของสัญญาเป็นอย่างไรจริง ๆ
3 แจ้งปัญหากับเจ้าของพื้นที่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มีหลักฐานว่าได้แจ้งปัญหาแล้วตั้งแต่เมื่อใด
4 หากปัญหาเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตอาคาร ให้สอบถามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงว่าสถานะปัจจุบันเป็นอย่างไร และมีทางแก้ไขระยะสั้นอะไรบ้างระหว่างรอดำเนินการ
5 ประเมินร่วมกับผู้รู้ด้านกฎหมายว่ามีช่องทางเรียกร้องค่าเสียหายจากฝ่ายที่ทำให้เกิดปัญหาได้หรือไม่ เช่น กรณีนายหน้าหรือเจ้าของพื้นที่ปกปิดข้อมูลโดยเจตนา

สถานการณ์เช่นนี้ย้ำให้เห็นว่าการตรวจสอบเอกสารตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญามีค่ามากกว่าการแก้ปัญหาภายหลังเสมอ เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มดำเนินการและมีลูกค้าประจำแล้ว การย้ายออกกะทันหันสร้างความเสียหายทั้งด้านการเงินและความน่าเชื่อถือของธุรกิจในระยะยาว

เอกสารที่ควรขอสำเนาเก็บไว้หลังเซ็นสัญญา

สำเนาสัญญาเช่าที่มีลายเซ็นครบทั้งสองฝ่าย พร้อมวันที่ชัดเจน
สำเนาโฉนดที่ดินและบัตรประชาชนผู้ให้เช่าที่ตรวจสอบแล้ว
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ
ใบเสร็จการชำระเงินทุกงวด เก็บไว้เป็นหลักฐานตลอดอายุสัญญา

อภิธานศัพท์ที่ควรรู้

หนังสือมอบอำนาจ เอกสารที่เจ้าของทรัพย์สินมอบสิทธิ์ให้บุคคลอื่นทำนิติกรรมแทน เช่น เซ็นสัญญาเช่า ต้องระบุขอบเขตอำนาจให้ชัดเจน
ใบอนุญาตเปลี่ยนประเภทการใช้อาคาร เอกสารอนุญาตให้เปลี่ยนการใช้อาคารจากประเภทเดิม (เช่น ที่พักอาศัย) เป็นประเภทอื่น (เช่น พาณิชยกรรม)
กรรมสิทธิ์ สิทธิ์ความเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมาย ผู้มีกรรมสิทธิ์เท่านั้นที่มีอำนาจให้เช่าหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำแทนได้
เช่าช่วง (sublease) การที่ผู้เช่ารายแรกนำพื้นที่ไปให้ผู้อื่นเช่าต่ออีกทอดหนึ่ง สิทธิ์ของผู้เช่าช่วงผูกอยู่กับสัญญาเช่าหลักเสมอ
หนังสือรับรองนิติบุคคล เอกสารที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้ ยืนยันสถานะและกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ควรใช้ฉบับที่ออกไม่เกิน 3-6 เดือน
โมฆะ (สัญญา) สถานะทางกฎหมายที่ถือว่าสัญญาไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่แรก มักเกิดจากการทำนิติกรรมโดยผู้ไม่มีอำนาจอย่างถูกต้อง

คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญา

นอกจากคำถามที่ควรถามเจ้าของพื้นที่หรือนายหน้าแล้ว ยังมีคำถามที่ควรถามตัวเองก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อประเมินว่าได้ตรวจสอบครบถ้วนเพียงพอหรือยัง

? ฉันได้เห็นเอกสารตัวจริงหรือสำเนาที่คัดจากหน่วยงานราชการเองแล้วหรือยัง ไม่ใช่แค่สำเนาที่เจ้าของถ่ายมาให้
? ชื่อบนโฉนดกับชื่อผู้เซ็นสัญญาให้เช่าตรงกันจริงหรือมีหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้องรองรับ
? ถ้าเป็นการเช่าช่วง ฉันได้ตรวจสอบวันหมดอายุของสัญญาหลักแล้วหรือยัง
? อาคารนี้รองรับการขอใบอนุญาตเฉพาะทางที่ธุรกิจของฉันต้องใช้หรือไม่
? ระดับเงินลงทุนของฉันสูงพอที่ควรปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่
? ฉันกำลังรีบตัดสินใจเพราะกลัวเสียโอกาส มากกว่าเพราะมั่นใจในความถูกต้องของเอกสารหรือเปล่า

หากตอบคำถามข้างต้นได้อย่างมั่นใจครบทุกข้อ ก็มีแนวโน้มว่าได้ตรวจสอบเอกสารอย่างรอบคอบเพียงพอแล้ว แต่หากยังมีข้อใดที่ตอบไม่ได้ชัดเจน ควรกลับไปตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ

เช็คลิสต์รวมก่อนเซ็นสัญญา

สรุปรวมทุกประเด็นสำคัญของบทความนี้ไว้ในเช็คลิสต์เดียว สำหรับใช้ตรวจทานครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญาจริง

ตรวจสอบชื่อบนโฉนดที่ดินตรงกับชื่อบนบัตรประชาชนของผู้เซ็นสัญญาให้เช่า
หากผู้เซ็นไม่ใช่เจ้าของโดยตรง ขอดูหนังสือมอบอำนาจที่ระบุขอบเขตชัดเจน
หากเป็นการเช่าช่วง ขอดูสัญญาเช่าหลักและวันหมดอายุ
หากเจ้าของเป็นนิติบุคคล ขอดูหนังสือรับรองบริษัทที่ออกไม่เกิน 3-6 เดือน และตรวจสอบผู้มีอำนาจลงนาม
สอบถามและขอดูใบอนุญาตก่อสร้างหรือใบอนุญาตเปลี่ยนประเภทการใช้อาคาร (ถ้าเกี่ยวข้อง)
ตรวจสอบว่าอาคารรองรับการขอใบอนุญาตเฉพาะทางของธุรกิจที่วางแผนจะทำ
คัดสำเนาโฉนดจากสำนักงานที่ดินด้วยตนเอง อย่าใช้แค่สำเนาที่เจ้าของพื้นที่ถ่ายมาให้เพียงอย่างเดียว
สังเกตท่าทีของเจ้าของพื้นที่เมื่อถูกขอดูเอกสาร หากลังเลหรือผัดวันบ่อยครั้งควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
เก็บสำเนาเอกสารทุกฉบับพร้อมใบเสร็จการชำระเงินไว้ตลอดอายุสัญญา
 

คำถามที่พบบ่อย

Q

เจ้าของพื้นที่ไม่ยอมให้ดูโฉนด ควรทำอย่างไร?

ควรถือเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง เจ้าของพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ควรมีปัญหากับคำขอดูเอกสารยืนยันกรรมสิทธิ์ หากปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง ควรพิจารณาหาพื้นที่อื่นแทน

Q

ถ้าผู้เช่าเดิมเช่ามาหลายปีแล้วโดยไม่มีปัญหา ยังต้องตรวจเอกสารอยู่ไหม?

ควรตรวจเสมอ เพราะสถานการณ์ของเจ้าของพื้นที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่น มีข้อพิพาทมรดกใหม่ หรือใบอนุญาตหมดอายุโดยไม่ได้ต่อ ประวัติผู้เช่ารายก่อนไม่ได้รับประกันความถูกต้องของเอกสารในปัจจุบัน

Q

จำเป็นต้องจ้างทนายความตรวจสอบเอกสารทุกครั้งไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไปสำหรับพื้นที่เช่าขนาดเล็กที่มูลค่าการลงทุนไม่สูง แต่สำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่หรือสัญญาระยะยาวที่มีมูลค่าการลงทุนสูง การปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อลดความเสี่ยง

Q

ตรวจสอบใบอนุญาตเปลี่ยนประเภทการใช้อาคารได้จากที่ไหน?

สามารถสอบถามได้จากเจ้าของพื้นที่โดยตรง หรือสอบถามหน่วยงานราชการท้องถิ่นที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างและการใช้อาคารในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการ

Q

ธุรกิจที่ต้องขอใบอนุญาตเฉพาะ เช่น ร้านอาหาร ควรตรวจอะไรเพิ่มเติม?

ควรตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาว่าอาคารรองรับการขอใบอนุญาตประเภทนั้นได้ เช่น มีระบบระบายอากาศหรือบ่อดักไขมันตามที่กฎหมายกำหนด เพราะบางอาคารอาจไม่สามารถขอใบอนุญาตเฉพาะทางได้แม้จะเช่าได้ก็ตาม

Q

ควรเก็บเอกสารอะไรไว้บ้างหลังเซ็นสัญญาแล้ว?

ควรเก็บสำเนาสัญญาที่มีลายเซ็นครบ สำเนาโฉนดและบัตรประชาชนผู้ให้เช่าที่ตรวจสอบแล้ว หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) และใบเสร็จการชำระเงินทุกงวดตลอดอายุสัญญา เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดข้อพิพาทในอนาคต

Q

พื้นที่เป็นการเช่าช่วง (sublease) ควรระวังอะไรเป็นพิเศษ?

ควรขอดูสัญญาเช่าหลักระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่ารายแรก ยืนยันว่าอนุญาตให้เช่าช่วงได้จริง และตรวจสอบวันหมดอายุของสัญญาหลัก เพราะสิทธิ์การเช่าช่วงจะหมดอายุพร้อมสัญญาหลักเสมอ ไม่ว่าสัญญาเช่าช่วงจะระบุระยะเวลาไว้อย่างไร

Q

จะรู้ได้อย่างไรว่าโฉนดที่เห็นเป็นของจริง ไม่ใช่ปลอมหรือถูกแก้ไข?

วิธีที่น่าเชื่อถือที่สุดคือขอคัดสำเนาโฉนดจากสำนักงานที่ดินในเขตที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ด้วยตนเอง ซึ่งจะแสดงข้อมูลกรรมสิทธิ์ล่าสุดและภาระผูกพันทั้งหมดอย่างเป็นทางการ ค่าธรรมเนียมต่ำมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ป้องกันได้

Q

เจ้าของพื้นที่เป็นบริษัท ต้องขอดูเอกสารอะไรเพิ่มจากปกติ?

ควรขอดูหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกิน 3-6 เดือน เพื่อยืนยันว่าบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่จริง และตรวจสอบว่าผู้เซ็นสัญญาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามตามที่จดทะเบียนไว้ หากต้องลงนามร่วมกันหรือประทับตราบริษัทตามเงื่อนไข ควรตรวจสอบให้ครบตามนั้น

Q

พบว่าเอกสารมีปัญหาหลังเซ็นสัญญาและเริ่มธุรกิจไปแล้ว ควรทำอย่างไรก่อน?

ควรเก็บรวบรวมเอกสารและหลักฐานทั้งหมดทันที ไม่ตัดสินใจย้ายออกหรือยกเลิกสัญญาด้วยตนเอง ปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายก่อนเพื่อประเมินสถานะของสัญญาจริง ๆ และแจ้งปัญหากับผู้เกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อมีหลักฐานว่าได้แจ้งไว้ตั้งแต่เมื่อใด

Q

ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดคุ้มค่าจริงหรือไม่?

คุ้มค่ามาก เพราะค่าธรรมเนียมคัดสำเนาโฉนดและค่าปรึกษาทนายความมักคิดเป็นสัดส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากสัญญาเป็นโมฆะ ควรมองเป็นส่วนหนึ่งของงบลงทุนเปิดธุรกิจ เช่นเดียวกับค่าตกแต่งหรือค่าอุปกรณ์

Q

ทำเลของพื้นที่มีผลต่อความเสี่ยงด้านเอกสารหรือไม่?

มีผลบ้าง แม้หลักการตรวจสอบจะเหมือนกัน แต่อาคารพาณิชย์เก่าในเขตเมืองมักผ่านการซื้อขายหรือรับมรดกหลายทอด ส่วนพื้นที่สร้างใหม่ควรตรวจใบอนุญาตก่อสร้างให้ครบ และพื้นที่ในห้างมักเป็นการเช่าช่วงที่ต้องตรวจสัญญาเช่าหลัก ควรให้น้ำหนักการตรวจสอบตามบริบทของแต่ละทำเล

!

กำลังมองหาพื้นที่เช่าธุรกิจในโคราชอยู่ใช่ไหม?

Space Passport ช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือของพื้นที่ก่อนคุณตัดสินใจ

ดู Space Passport →

สัญญาเช่าพื้นที่ธุรกิจในโคราช 10 ข้อที่ต้องอ่านให้ละเอียด | เช็กลิสต์ 12 จุด ตรวจพื้นที่ก่อนเซ็นสัญญา | เจ้าของพื้นที่อยากได้ผู้เช่าแบบไหน

 

เขียนโดยทีมงาน KORAT SPACE — รวบรวมจากการพูดคุยกับผู้เช่าและที่ปรึกษาด้านสัญญาเช่าพื้นที่ธุรกิจในโคราช


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy