โลกยุค100ล้านปี

โลกเมื่อร้อยล้านปีก่อน
บันทึกโดยละเอียดจากชั้นเวลาครีเทเชียส
เจาะลึกทวีป ภูมิอากาศ สิ่งมีชีวิต และหลักฐานฟอสซิลจากช่วงกลางยุคครีเทเชียส เรียงลำดับเหมือนการเจาะแกนตะกอนย้อนกลับไปในอดีต
ตำแหน่งบนเส้นเวลาของโลก
โลกมีอายุประมาณ 4,600 ล้านปี สิ่งมีชีวิตเริ่มปรากฏเมื่อราว 3,800 ล้านปีก่อน ส่วนไดโนเสาร์วิวัฒนาการขึ้นมาตั้งแต่ยุคไทรแอสซิกเมื่อราว 230 ล้านปีก่อน จุดที่เรากำลังสำรวจอยู่นี้คือ ช่วงรอยต่อ Albian-Cenomanian กลางยุคครีเทเชียส ห่างจากเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่ล้างไดโนเสาร์ไม่มีขนออกไปอีกประมาณ 34 ล้านปีข้างหน้า
ทวีปและเปลือกโลกที่กำลังเคลื่อนตัว
มหาทวีปแพงเจียแตกออกเป็นสองส่วนหลักไปแล้วตั้งแต่ยุคจูแรสซิก คือ ลอเรเซีย (อเมริกาเหนือ+ยูเรเซีย) ทางเหนือ และ กอนด์วานา (แอฟริกา อเมริกาใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย แอนตาร์กติกา) ทางใต้ ในช่วงนี้กอนด์วานาเองก็เริ่มแตกตัวต่อ แอฟริกากับอเมริกาใต้ค่อยๆ ห่างออกจากกัน เปิดทางให้มหาสมุทรแอตแลนติกใต้ก่อตัวกว้างขึ้น ขณะที่ทะเลเททิส (Tethys Sea) คั่นกลางระหว่างลอเรเซียกับกอนด์วานา
โลกเรือนกระจก: อากาศและระดับน้ำทะเล
ยุคครีเทเชียสตอนกลางคือช่วง "โลกเรือนกระจก" (hothouse Earth) ที่ร้อนที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่า ไม่มีแผ่นน้ำแข็งถาวรที่ขั้วโลกเลย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบันมาก น้ำทะเลรุกท่วมแผ่นดินตอนกลางของหลายทวีป เกิดเป็นทะเลตื้นขนาดใหญ่ เช่น เส้นทางทะเลภายในทวีปอเมริกาเหนือที่แบ่งทวีปออกเป็นสองฝั่งตะวันออก-ตะวันตก
การปฏิวัติของพืชดอก
ก่อนหน้ายุคนี้ ป่าทั่วโลกเต็มไปด้วยเฟิร์น สน และปรง แต่ในช่วงกลางครีเทเชียส พืชดอก (angiosperms) เริ่มแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วและเริ่มแย่งพื้นที่จากพืชกลุ่มเดิม พืชดอกยุคแรกมีลักษณะคล้ายดอกแมกโนเลีย อาศัยแมลง เช่น ด้วงและผึ้งยุคแรกเริ่มในการผสมเกสร ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศแบบที่โลกใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ไดโนเสาร์บนแผ่นดิน
ยุคนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายของไดโนเสาร์ นักล่ายักษ์ Spinosaurus ในแอฟริกาเหนือมีความยาวกว่า 15 เมตร หากินริมลำน้ำและอาจว่ายน้ำล่าปลาขนาดใหญ่ได้ ส่วน Sauroposeidon ในอเมริกาเหนือเป็นหนึ่งในซอโรพอดคอยาวที่สูงที่สุดเท่าที่เคยพบ สูงถึงระดับตึกหลายชั้น นักล่าขนาดกลางอย่าง Acrocanthosaurus ก็ครองตำแหน่งนักล่าอันดับต้นในอเมริกาเหนือก่อนที่ไทรันโนซอรัสจะถือกำเนิดในภายหลัง ขณะเดียวกันในจีน มีการค้นพบไดโนเสาร์มีขนหลายชนิดที่ให้เบาะแสสำคัญเรื่องต้นกำเนิดของนก
อาณาจักรใต้ท้องทะเล
ท้องทะเลตื้นที่ท่วมแผ่นดินเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลาย แอมโมไนต์ เปลือกก้นหอยว่ายอยู่เป็นฝูงใหญ่ทั่วมหาสมุทร นักล่าขนาดยักษ์อย่าง พลิโอซอร์ (Kronosaurus) มีกรามยาวหลายเมตร ล่าเหยื่อขนาดใหญ่ได้แทบทุกชนิดในทะเล ส่วนอิกทิโอซอร์รูปร่างคล้ายปลาโลมาที่เคยรุ่งเรืองมานานเริ่มลดจำนวนลงในช่วงปลายยุคนี้ และใกล้จะสูญพันธุ์ไปในอีกไม่กี่ล้านปีข้างหน้า ขณะที่ "โมซาซอร์" นักล่าทะเลรุ่นใหม่กำลังจะเริ่มปรากฏตัวในช่วงปลายของยุคนี้
ท้องฟ้าและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
เหนือผืนป่ามี เทอโรซอร์ หลายชนิดร่อนล่าปลาเหนือทะเล บางชนิดมีปีกกว้างกว่า 6 เมตร นกยุคแรกในกลุ่ม Enantiornithes มีความหลากหลายมากในยุคนี้ อาศัยอยู่ตามป่าทั่วโลก ที่น่าทึ่งคือหลักฐานฟอสซิลแมลงจากยุคนี้แสดงให้เห็นว่า มดยุคแรกสุดที่รู้จัก ปรากฏขึ้นในช่วงเวลานี้พอดี พร้อมกับผึ้งกลุ่มแรกเริ่มที่พบในอำพันโบราณ สะท้อนว่าระบบนิเวศแมลง-พืชดอกกำลังเติบโตคู่ขนานกันอย่างรวดเร็ว
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคเงามืด
ขณะที่ไดโนเสาร์ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มแรกยังคงมีขนาดเล็กมาก ส่วนใหญ่ตัวเท่าหนูหรือหนูผี หากินกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงนักล่า และกินแมลงเป็นอาหารหลัก แม้จะดูไม่โดดเด่น แต่กลุ่มยูเทอเรีย (บรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีรกในปัจจุบัน) กำลังวางรากฐานสำคัญที่จะเบ่งบานอย่างเต็มที่หลังไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปอีกหลายสิบล้านปีข้างหน้า
หลักฐานฟอสซิลสำคัญที่ยืนยันยุคนี้
นักบรรพชีวินวิทยารู้จักโลกยุคนี้ได้ละเอียดจากแหล่งฟอสซิลสำคัญหลายแห่ง เช่น อำพันพม่า (Burmese amber) ที่มีอายุใกล้เคียงกับช่วงนี้มาก เก็บรักษาแมลง ขนนก และแม้แต่ชิ้นส่วนหางไดโนเสาร์ไว้อย่างสมบูรณ์ กลุ่มหินตะกอน Jehol Biota ในจีนให้ข้อมูลไดโนเสาร์มีขนและนกยุคแรกจำนวนมาก ส่วนฟอสซิลไดโนเสาร์ขั้วโลกที่พบในออสเตรเลียก็แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เขตขั้วโลกในยุคนั้นก็ยังพอมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้เพราะสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่าปัจจุบันมาก
สรุปภาพรวม
โลกเมื่อ 100 ล้านปีก่อนเป็นโลกเรือนกระจกที่ร้อนอบอ้าว ไร้น้ำแข็งขั้วโลก ทวีปกำลังแยกตัวไปสู่รูปทรงที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน ไดโนเสาร์ยังคงเป็นเจ้าโลกเต็มภาคภูมิ ขณะที่พืชดอก แมลงผสมเกสร และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวจิ๋วกำลังวางรากฐานเงียบๆ สำหรับโลกยุคถัดไป อีกราว 34 ล้านปีข้างหน้า อุกกาบาตขนาดยักษ์จะพุ่งชนโลกและปิดฉากยุคของไดโนเสาร์ไม่มีขนไปตลอดกาล เปิดทางให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก้าวขึ้นมาครองโลกในเวลาต่อมา


